แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความ พึง พอใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความ พึง พอใจ แสดงบทความทั้งหมด

17/12/55

ประโยชน์ของการทำโพลสำรวจทางธุรกิจ


การทำโพลสำรวจความต้องการของผู้บริโภคจัดเป็นศาสตร์อีกหนึ่งแขนงที่นักการตลาดนิยมทำเป็นอย่างมาก สำหรับการใช้เป็นเครื่องมือผลักดันธุรกิจให้เจริญเติบโตภายใต้สภาพการแข่งขันที่โจทย์คือการตอบสนองความพึงพอใจสูงสุดของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง จึงไม่เป็นเรื่องแปลกที่ทุกองค์กรธุรกิจทั่วโลกนิยมใช้การทำโพลสำรวจเป็นทั้งแผนแม่บทหรือไม่ก็เป็นข้อมูลในการพัฒนางานทางด้านผลิตภัณฑ์และกลยุทธ์ทางธุรกิจให้กับบริษัทของตนเองอยู่เสมอ
แบบสอบถาม   เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการวิจัย
แต่จะมีข้อแตกต่างตรงที่ประเทศไทยนิยมใช้ข้อมูลจากโพลสำรวจแค่เรื่องเดียวเท่านั้น ซึ่งก็คือการตั้งโต๊ะนำข้อมูลที่ได้มาเสนอต่อหน้าผู้บริหารภายในที่ประชุม ซึ่งดูไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนเอาเสียเลย เนื่องจากโพลสำรวจสามารถให้อะไรได้มากกว่านั้นเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาลที่จ่ายไปแต่ละครั้งของการทำโพลในแต่ละประเด็น และต่อไปนี้คือประโยชน์ของการโพลสำรวจที่ผู้ประกอบการควรทราบ
1.สำรวจเพื่อทราบความต้องการสูงสุดของลูกค้า
ข้อนี้เป็นประโยชน์ที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับการทำโพลสำรวจทางธุรกิจ เพราะข้อมูลที่ได้จากการสำรวจอาจด้วยแบบสอบถามหรือการสัมภาษณ์ล้วนเป็นข้อมูลเชิงลึกที่มีความสมบูรณ์ในทุกด้าน ทำใ้ห้ผู้ประกอบการทราบความต้องการสูงสุดของลูกค้าได้ว่าสิ่งที่ลูกค้าต้องการสูงสุดคืออะไร และสามารถจัดเรียงลำดับข้อมูลได้ตามความสำคัญอีกด้วย ซึ่งฐานข้อมูลส่วนนี้มีมูลค่ามหาศาลมาก เพราะสามารถนำไปใช้เป็นโมเดลทางธุรกิจเพื่อใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับธุรกิจได้ต่อไปอย่างไม่รู้จบ
2.สำรวจเพื่อนำไปสู่การวางแผนกลยุทธ์ที่สมบูรณ์แบบ
แน่นอนว่าบริษัทนมสดกับบริษัทน้ำอัดลมไม่สามารถใช้กลยุทธ์ตัวเดียวกันสำหรับทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าถ้างั้นกลยุทธ์สำหรับธุรกิจประเภทนี้ควรจะเป็นอย่างไร วิธีการหาคำตอบจึงต้องกลับมามุ่งที่การแสวงหาความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลักก่อน เมื่อทราบความต้องการที่แท้จริงของพวกเขาแล้วก็เป็นเรื่องง่ายที่จะใช้กลยุทธ์ทางการตลาดเป็นเครื่องมือในการเอาชนะใจลูกค้า ซึ่งคำตอบก็จะมาจากโพลสำรวจ
3.สำรวจเพื่อจัด Target ของลูกค้าให้เหมาะสม
แม้ข้อมูลสำคัญที่ได้จากโพลสำรวจหลักๆ แล้วจะเป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับความต้องการและความคิดเห็นของลูกค้าเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยังมีข้อมูลอีกประเภทหนึ่งที่เป็นข้อมูลแฝงทางสถิติซึ่งก็คือ “ข้อมูลเชิงกายภาพ” อาทิ เพศ อายุ การศึกษา เงินเดือน ฯลฯ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้แม้จะไม่มีความสำคัญบนโต๊ะประชุม แต่ทว่ามีความสำคัญทางด้านการตลาดเป็นอย่างสูง เพราะจะช่วยให้ผู้ประกอบการได้ทราบข้อมูลเรื่องการแบ่งส่วนทางการตลาดหรือที่เรียกกันว่า Market Segmentation ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบดำเนินกลยุทธ์ได้ด้วยความถูกต้องบนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ตรงกับ Target ที่สุดด้วย
4.สำรวจเพื่อทำผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจผู้บริโภค
ความจริงแล้วอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าและบริการจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลยหากผู้ประกอบการเป็นผู้ผลิตสินค้าแล้วจับยัดใส่มือผู้บริโภคแต่เพียงฝ่ายเดียว เพราะนั่นเท่ากับเป็นการสื่อสารการตลาดแต่เพียงฝ่ายเดียว และเป็นเรื่องยากที่จะประสบความสำเร็จในธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งโพลสำรวจความต้องการของผู้บริโภคจะช่วยเป็นคำตอบให้ผู้ประกอบการสามารถสร้างสรรค์สินค้าและบริการได้ตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด อันเกิดจากฐานข้อมูลที่ได้รับทราบความต้องการของผู้บริโภค
5.สำรวจเพื่อนำข้อมูลไปต่อยอดธุรกิจ
ถ้าผู้ประกอบการพิจารณาดูผลโพลสำรวจแบบถี่ถ้วนจะพบว่าผลสำรวจที่ได้มาจะมีประเด็นที่แตกแยกออกมาเป็นการเฉพาะประมาณ 5-8 % จากแนวโน้มความน่าจะเป็นทั้งหมด ซึ่งถ้าผู้ประกอบการวิเคราะห์โดยใช้หลักเหตุผลจะทราบได้ทันทีว่าลูกค้าส่วนนี้ไม่ได้ตอบคำถามผิดแต่ประการใดเลย แต่พวกเขาอาจจะอยากได้สินค้าที่แตกต่างจากที่มีอยู่ในตลาดพร้อมทั้งคุณภาพที่เหนือกว่า ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลส่วนนี้ไปต่อยอดสร้างผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นได้
6.สำรวจเพื่อให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน
ธุรกิจที่สามารถแข่งขันในท้องตลาดได้สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการต้องรู้ Position ของตนเองว่าอยู่ในลำดับที่เท่าไร มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวมทั้งหมด ซึ่งโพลสำรวจทางธุรกิจสามารถให้คำตอบกับผู้ประกอบการได้ครบถ้วนทุกประเด็น และผู้ประกอบการสามารถนำข้อมูลนี้ไปใช้วางแผนเพื่อต่อสู้กับผู้นำในตลาดและป้องกันการทำตลาดในกรณีที่บริษัทคู่แข่งเป็นฝ่ายตามได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด
7.สำรวจเพื่อให้องค์กรมีภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ
ภาพลักษณ์ขององค์กรธุรกิจในสายตาประชาชนไม่ใช่สิ่งที่สามารถสร้างกันได้ภายในวันเดียว แถมยังไม่มีขายในท้องตลาดอีกด้วย บางบริษัทจึงพยายามทุ่มเงินลงทุนเป็นจำนวนมหาศาลเพียงเพื่อแสวงหาการสร้างภาพลักษณ์ที่ดูดีอย่างเดียว โดยลืมมองว่าภาพลักษณ์ที่ดีเกิดจากการความพอใจของผู้บริโภค และการจะบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าวได้ทุกๆ บริษัทจำเป็นต้องทำโพลออกมาสำรวจเพื่อจะได้ทราบความต้องการของผู้บริโภคด้วย ตามหลักกลยุทธ์การบริหารในแบบฉบัับ CRM ซึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มักประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจและมีภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพแฝงอยู่ในองค์กรด้วย
การทำโพลสำรวจมีความสำคัญต่อการทำธุรกิจมาก เนื่องจากข้อมูลที่ผู้ประกอบการได้มาจากผู้บริโภคสามารถบ่งบอกถึงความต้องการสูงสุดที่พวกเขาคาดหวังจะได้รับจากผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการอยู่เสมอ จึงจะเห็นได้ว่าธุรกิจที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มีฐานข้อมูลผู้บริโภคที่แม่นยำมาก พวกเขาจึงสามารถดำเนินกลยุทธ์การตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพราะข้อมูลที่ได้จากการทำโพลสำรวจทางธุรกิจนั่นเอง
https://www.facebook.com/surveycan
http://www.surveycan.com/
02-583-9992 # 1535
บริษัท ลิทเทิล บิ๊ก ลิ้งค์ส จำกัด
99/31 ม.4 อาคารซอฟแวร์ปาร์ค ชั้น 5 ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120

12/12/55

แบบสอบถามคือ( Questionnaires)


 แบบสอบถาม (Questionnaires)
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นเพื่อวัดความคิดเห็นต่างๆ หรือวัดความจริงที่ไม่ทราบ อันจะทำให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงทั้งในอดีต ปัจจุบัน และการคาดคะเนเหตุการณ์ในอนาคตส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของคำถามเป็นชุดๆ เพื่อวัดสิ่งที่ต้องการวัด โดยมีคำถามเป็นตัวกระตุ้นเร่งเร้า ให้บุคคลตอบออกมา นับว่าเป็นเครื่องมือที่นิยมใช้วัดทางด้านจิตพิสัย (Affective Domain)
1โครงสร้างของแบบสอบถาม
แบบสอบถามมีหลายชนิดแต่ไม่ว่าจะเป็นแบบสอบถามชนิดใดจะมีโครงสร้างหรือ ส่วนประกอบที่สำคัญ 3 ส่วน ดังนี้
1. คำชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม
2. สถานภาพทั่วไป ในส่วนนี้เป็นรายละเอียดส่วนตัวของผู้ตอบ
3. ข้อคำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่จะวัด จะถามเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะวัด


2 การสร้างแบบสอบถาม
แบบสอบถามมีขั้นตอนในการสร้างดังนี้

1. กำหนดจุดมุ่งหมายของแบบสอบถาม ผู้สร้างแบบสอบถามต้องระบุจุดมุ่งหมายของแบบสอบถามให้ชัดเจน ระบุให้ได้ว่าแบบสอบถามจะถูกนำไปใช้ในเรื่องอะไร
2. กำหนดประเด็นหลัก หรือพฤติกรรมหลักที่จะวัดให้ครบถ้วนครอบคลุมว่าจะมีประเด็นอะไรบ้าง หรืออาจเรียกว่าเป็นการกำหนดกรอบแนวคิดหรือโครงสร้างของแบบสอบถาม
3 . กำหนดชนิด หรือรูปแบบของแบบสอบถาม โดยเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะ วัด และลักษณะของกลุ่มผู้เรียน
4. กำหนดจำนวนข้อคำถาม โดยอาจจะกำหนดในเบื้องต้นว่าต้องการจะให้แบบสอบถามมีความยาวมากน้อยเพียงใด และคลุมประเด็นหลัก ประเด็นย่อยอย่างไรบ้าง
5. สร้างข้อคำถามตามจุดมุ่งหมาย ชนิดหรือรูปแบบ จำนวนข้อในประเด็นต่างๆ ที่กำหนดไว้ตามโครงสร้างของแบบสอบถาม
6. ตรวจทานเพื่อการแก้ไข ปรับปรุง แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนแรกตรวจทานโดยผู้สร้างแบบสอบถามเอง ตอนที่สองตรวจสอบ พิจารณาให้คำแนะนำและวิจารณ์โดยผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญการ
7. นำแบบสอบถามไปทดลอง การนำไปทดลองใช้ (Try out) ควรนำไปทดลองกับกลุ่มที่มีลักษณะเหมือน หรือใกล้เคียงกับกลุ่มที่จะไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริง
8. วิเคราะห์แบบสอบถาม โดยการนำผลจากการไปทดลองมาวิเคราะห์เพื่อหาคุณภาพ และปรับปรุงแบบสอบถามในส่วนที่ยังมีข้อบกพร่องต่างๆ
9. จัดพิมพ์แบบสอบถาม เพื่อเตรียมนำไปใช้จริงต่อไป

3 รูปแบบของแบบสอบถาม
แบ่งรูปแบบของแบบสอบถามได้ 2 แบบ คือ
1. แบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open-ended Form) แบบสอบถามแบบนี้ไม่ได้กำหนดคำตอบไว้ ผู้ตอบสามารถเขียนตอบหรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระด้วยคำพูดของตนเองคล้ายกับข้อสอบแบบอัตนัย
2. แบบสอบถามแบบปลายปิด (Closed-ended Form) แบบสอบถามแบบนี้ประกอบด้วยข้อคำถามและตัวเลือก ( คำตอบ ) ซึ่งตัวเลือกนี้สร้างขึ้นโดยคาดว่าผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเลือกตอบได้ตามต้องการ และมีอย่างเพียงพอเหมาะสม แบบสอบถามแบบนี้สร้างยาก ใช้เวลาในการสร้างมากกว่าแบบสอบถามแบบปลายเปิด แต่ผู้ตอบตอบง่าย สะดวก รวดเร็ว นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปวิเคราะห์ สรุปผลได้ง่ายอีกด้วย
แบบสอบถามแบบปลายปิด แบ่งเป็น 4 แบบดังนี้
2.1 แบบเติมคำสั้นๆ ในช่องว่าง (Short Answer)
แบบสอบถามแบบนี้ให้ผู้ตอบเติมข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้ให้ ควรกำหนดขอบเขตคำถามให้ชัดเจนจำเพาะเจาะจงลงไป หากสร้างคำถามไม่ชัดเจนอาจทำให้ ผู้ตอบตีความหมายของคำถามไปคนละเรื่อง และตอบไม่ไปในทางเดียวกัน
2.2 แบบจัดอันดับความสำคัญ (Rank Order)
แบบสอบถามแบบนี้ต้องการให้ผู้ตอบตอบข้อที่เห็นว่าสำคัญ โดยเรียงอันดับตามความสำคัญจากมากไปหาน้อยตามความรู้สึกของผู้ตอบ
2.3 แบบตรวจสอบรายการ (Checklist)
แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นการสร้างรายการของข้อความ (List of Statement) ที่เกี่ยวหรือสัมพันธ์กับคุณลักษณะของพฤติกรรม (Behevior Traits) หรือการปฏิบัติ (Performance) แต่ละรายการจะถูกประเมินหรือชี้ว่า มีหรือไม่มี (all or none) การตรวจสอบรายการนิยมนำไปใช้ในการประเมิน ความสนใจของผู้เรียน เจตคติ กิจกรรม ทักษะ และคุณลักษณะส่วนตัว ฯลฯ ดังตัวอย่างการใช้การตรวจสอบรายการในการประเมินทักษะการใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscope)
การสร้างแบบตรวจสอบรายการ

1. กำหนดลักษณะของสิ่งที่จะประเมินหรือตรวจสอบ
2. กำหนดและอธิบายการกระทำหรือพฤติกรรมที่ชัดเจนที่บ่งชี้คุณลักษณะของสิ่งที่จะประเมิน
3. เขียนรายการ ( ข้อความ ) ที่บ่งชี้การกระทำหรือพฤติกรรม และตรวจสอบว่า รายการนั้นชัดเจนซ้ำซ้อนกับรายการอื่นหรือไม่
4. จัดเรียงรายการที่แสดงลำดับของการกระทำหรือพฤติกรรม
5. นำไปทดลองกับสถานการณ์จริง และนำมาปรับปรุงแก้ไข
ข้อดีของแบบตรวจสอบรายการ

1. สามารถนำไปใช้สังเกตพฤติกรรม หรือการปฏิบัติได้อย่างละเอียดชัดเจน
2. ประเมินพฤติกรรม หรือการปฏิบัติเป็นรายบุคคลสามารถนำไปปรับปรุงได้ดี
ข้อจำกัดของแบบตรวจสอบรายการ
•  การสร้างรายการ ต้องบ่งชี้พฤติกรรมหรือการกระทำที่ชัดเจน ต้องสื่อความหมาย
ให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้ประเมิน
2. ผู้ประเมินต้องคลุกคลีกับนักเรียน การประเมินถึงจะเชื่อถือได้และถูกต้อง
3. ใช้เวลาในการประเมินผล
2.4 แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
มาตราส่วนประมาณค่าเป็นเครื่องมือในการประเมินผลที่ทั้งครูใช้ในการประเมินนักเรียน และนักเรียนใช้ในการประเมินหรือพิจารณาตนเองหรือสิ่งอื่นๆ ใช้ทั้งการประเมินการปฏิบัติ กิจกรรม ทักษะต่างๆ และพฤติกรรมด้านจิตพิสัย เช่น เจตคติ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความสนใจ ฯลฯ มาตราส่วนประมาณค่าแตกต่างจากแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ตรงที่แบบตรวจสอบรายการต้องการทราบว่ามีหรือไม่มีในเรื่องนั้น แต่มาตราส่วนประมาณค่าต้องการทราบละเอียดยิ่งกว่านั้น กล่าวคือ ต้องการทราบว่ามีเพียงใด
ในการประเมินผลภาคปฏิบัติ จะใช้มาตราส่วนประมาณค่าประเมินทั้งด้านกระบวนการ (Process) และผลที่ได้จากการปฎิบัติหรือผลผลิต (Product)
ตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าในการประเมินการกล่าวสุนทรพจน์ ( ครูเป็นผู้ประเมิน นักเรียน ) ( ดัดแปลงจาก Oosterhof. 1994 : 261)

ตัวอย่าง
จงเขียนวงกลมรอบตัวเลขของแต่ละข้อตามความหมายต่อไปนี้
5 หมายถึง เด่นมาก
4 หมายถึง ดีมาก
3 หมายถึง ดี
2 หมายถึง ใช้ได้ , อยู่ในระดับมาตรฐานของชั้นนี้
1 หมายถึง ต่ำกว่ามาตรฐานของชั้น

1 2 3 4 5 1) การสร้างแรงจูงใจ
1 2 3 4 5 2) การจัดวางโครงสร้างสุนทรพจน์
1 2 3 4 5 3) การเร้าใจ
1 2 3 4 5 4) ไวยากรณ์
1 2 3 4 5 5) ความชัดเจนของการพูด
1 2 3 4 5 6) ท่าทาง

ตัวอย่างมาตราส่วนประมาณค่าในการวัดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ( นักเรียนประเมินตนเอง )
1. ข้าพเจ้าอยากแข่งขันตอบปัญหาเพื่อเอาชนะให้ได้
[ ] มากที่สุด [ ] มาก [ ] ปานกลาง [ ] น้อย [ ] น้อยที่สุด
2. เวลาทำงานแต่ละชิ้น ข้าพเจ้ามุ่งทำให้ได้ดีไม่มีที่ติ
[ ] มากที่สุด [ ] มาก [ ] ปานกลาง [ ] น้อย [ ] น้อยที่สุด

ลักษณะของมาตราส่วนประมาณค่า
มาตราส่วนประมาณค่ามีลักษณะที่สำคัญดังนี้

1. ผู้ตอบหรือผู้ประเมินจะต้องพิจารณาตอบตามความคิดเห็น เหตุผล สภาพความเป็นจริงเพียงคำตอบเดียวจากระดับความเข้มข้นที่กำหนดให้พิจารณาตั้งแต่ 3 ระดับขึ้นไป
2. ส่วนที่พิจารณาประเมิน หรือมาตราส่วน (Scale) เป็นค่าต่อเนื่อง (Continueous)
3. ระดับที่ให้พิจารณาประเมินอาจเป็นชนิดที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบในข้อ เดียวกันหรือมีเฉพาะด้านบวก หรือมีเฉพาะด้านลบโดยที่อีกด้านหนึ่งเป็นศูนย์หรือระดับน้อยมาก
4. อาจสร้างให้มีลักษณะเชิงนิมาน (Positive) หรือลักษณะเชิงนิเสธ (Negative)
5. สามารถแปลงผลการพิจารณา หรือประเมิน ซึ่งอยู่ในรูปของข้อความให้เป็นคะแนนได้

 การสร้างมาตราส่วนประมาณค่า ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
1. กำหนดลักษณะของสิ่งที่จะวัดหรือตรวจสอบ
2. กำหนดและอธิบายสิ่งที่จะวัด ( เช่น พฤติกรรม เจตคติ ฯลฯ ) ที่ชัดเจนที่บ่งชี้คุณลักษณะ ของสิ่งที่จะวัด
3. เลือกรูปแบบของมาตราส่วนประมาณค่าว่าจะใช้แบบใดจึงจะเหมาะสมมาก ที่สุด
4. เขียนข้อความที่จะวัดแต่ละข้อ
5. นำไปทดลองใช้ และปรับปรุง
ข้อดีของมาตราส่วนประมาณค่า
1. สามารถนำไปใช้วัดหรือสังเกตพฤติกรรม หรือการปฏิบัติได้อย่างละเอียดชัดเจน
2. สามารถนำผลการประเมินไปพิจารณาปรับปรุงได้ดี
 
ข้อจำกัดของมาตราส่วนประมาณค่า
1. ในการประเมินเป็นรายบุคคลโดยใช้การสังเกต จะใช้เวลามาก
2. บางครั้งตัดสินใจพิจารณาได้ยาก
2.4.3 ลักษณะของข้อคำถามที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้
1. ไม่ควรสั้นหรือยาวเกินไป ควรใช้ข้อความเหมาะสมกะทัดรัด และตรงจุด
2. ข้อความหรือภาษาที่ใช้ต้องแจ่มชัด เข้าใจง่าย ผู้สร้างแบบสอบถามจะต้องระมัดระวังในเรื่องเหล่านี้คือ
2.1 หลีกเลี่ยงคำถามที่เป็นปฎิเสธ หรือปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ
2.2 ขีดเส้นใต้คำที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ผู้ตอบตีความได้ถูกต้อง ตรงจุด
2.3 ไม่ควรใช้คำเน้น เช่น บ่อยๆ เสมอ ทันที ฯลฯ
2.4 ไม่ควรใช้คำที่มีความหมายหลายนัย เพราะผู้ตอบอาจจะตีความได้ไม่เหมือนกัน
3. ไม่ใช้คำถามถามนำ หรือเสนอแนะคำตอบ
4. ไม่ถามในเรื่องที่รู้แล้ว หรือถามในสิ่งที่วัดได้ด้วยวิธีอื่น เช่น จากการสังเกต จากเอกสารรายงานเป็นต้น
5. ไม่ถามในเรื่องที่เป็นความลับ หรือค่อนข้างเป็นเรื่องส่วนตัวมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ตอบตอบไม่ตรงกับความจริง
6. ข้อคำถามต้องเหมาะสมกับผู้ตอบ คือ ต้องคำนึงถึงระดับการศึกษา ความสามารถ สติปัญญา อายุ ความสนใจ ฯลฯ
7. ข้อคำถามข้อหนึ่ง ๆ ควรถามเพียงปัญหาเดียว เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนและตรงจุด
8. คำตอบ หรือตัวเลือกในข้อคำถามแบบปลายปิดควรมีมากพอ หรือให้เหมาะสมกับข้อคำถามนั้น
9. คำตอบที่ได้จากแบบสอบถาม ควรจะสามารถแปลงออกมาในรูปของปริมาณ และใช้สถิติอธิบายข้อเท็จจริงได้
ข้อดีของแบบสอบถาม
1. สร้างได้ง่าย ใช้สะดวก
2. ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
3. คำตอบสามารถนำมาวิเคราะห์และสรุปผลได้ง่าย
4. สามารถเก็บข้อมูลที่อยู่ห่างไกล กระจัดกระจายกันได้โดยอาศัยระบบการ สื่อสารทางไปรษณีย์
5 . สามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก
ข้อจำกัดของแบบสอบถาม

1. ใช้ได้ดีกับผู้ที่สามารถอ่านออกเขียนได้ ถ้าผู้ตอบอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ หรือมีปัญหาด้านการอ่านและเขียนก็ควรใช้วิธีการสัมภาษณ์
2. แบบสอบถามที่ดีสร้างได้ยาก
แบบตรวจสอบรายการจะให้ประเมินหรือตัดสินว่า มี หรือ ไม่มี (Yes or No) แบบตรวจสอบรายการจะไม่ใช้ในการประเมินที่มีระดับหรือความถี่ของสิ่งที่เกิดขึ้น นอกจากนี้แบบตรวจสอบรายการสามารถใช้ประเมินผลรวม (Products) เช่น ประเมินคุณลักษณะของนักเรียน ประเมินบุคลิกภาพ ประเมินการปรับตัว



https://www.facebook.com/surveycan
http://www.surveycan.com/
02-583-9992 # 1516
บริษัท ลิทเทิล บิ๊ก ลิ้งค์ส จำกัด
99/31 ม.4 อาคารซอฟแวร์ปาร์ค  ชั้น 5  ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120